...ธรรมสาระข้อต้นนั้นคือ ศีล ซึ่งหมายถึงการที่จิตของเราปราศจากรอยด่างของทุจริต ความชั่ว ความริษยา ความตระหนี่ ความโกรธ การใช้กำลังข่มขู่ และการผูกเวร
ธรรมสาระข้อที่สองนั้นคือ สมาธิ ซึ่งหมายถึงการที่จิตของเรา ไม่มีอาการหวั่นไหวในทุกเหตุการณ์ที่เข้ามาแวดล้อมเรา ไม่ว่ามาดีหรือมาร้าย
...ธรรมสาระข้อที่สามนั้นคือ ปัญญา ซึ่งหมายถึงการที่จิตของเราเป็นอิสระจากเครื่องหุ่มห่อรึงรัด หมายถึง การที่เราส่องปัญญาของเราอยู่เนืองนิจ ความที่เราเป็นผู้พ้นเด็ดขาดจากการที่จะทำความชั่วทุกประเภท ความที่แม้ว่าเราจะทำความดีทุกสิ่งทุกอย่างถึงกระนั้นเราก้ไม่ปล่อยให้ใจของเราเกี่ยวเกาะอยู่ที่ผลของความดีนั้น ๆ
...ธรรมสาระข้อที่สี่นั้นคือ ความหลุดพ้น (วิมุติ) ซึ่งหมายถึงความที่ใจของเราขึ้นถึงขั้นเป็นอิสระเด็ดขาดไม่เกี่ยวเกาะอยู่กับสิ่งใด ไม่ผูกพันตัวเองอยู่กับความดีและความชั่ว
...ธรรมสาระข้อที่ห้านั้นคือ ความรู้อันเราได้รับในขณะที่ลุถึงความหลุดพ้น
.....ความสำนึกบาปอันเป็นอดีต การสำนึกถึงบาปและกรรมชั่วทั้งปวงในอดีต อันเราได้ประกอบขึ้นแล้ว ด้วยอำนาจความรู้ผิด ความไม่รู้ ความเย่อหยิ่ง ความอวดดี ความเคียดแค้น หรือความริษยาและอื่น ๆ และเล็งถึงการสำนึกบาปส่วนที่จะเกิดขึ้นด้วยการกระทำในอนาคตของเรา เมื่อเห็นแจ้งชัดถึงธรรมชาติอันเราอาจล่วงละเมิดได้ในอนาคต เนื่องจากความไม่รู้และรู้ผิดเป็นเหตุ คนทั้งหลายย่อมไม่เห็นชัดแจ้งว่าในการทำความสำนึกบาปนั้น เขาไม่ควรจะเพียงแต่รู้สึกเสียใจเพราะบาปกรรมที่ทำมาแล้วอย่างเดียว แต่เขาควรจะละเว้นเด็ดขาดจากการทำบาปใหม่ในอนาคตด้วย........
.....................

......................